angkorwat

เที่ยวเสียมเรียบ 3 วัน 2 คืนเมืองมรดกโลก!!

Asia เที่ยวนอกเยอรมัน

วันนี้อยากมารีวิวการเดินทางไปเที่ยวนครวัด ที่เสียมเรียบ ด้วยงบแค่ 7,000 บาทเท่านั้นค่ะ!!

พวกเราสองคนกำลังจะเดินทางไปเที่ยวนครวัดเป็นเวลา 3 วัน 2 คืนกันค่ะ ซึ่งนครวัดนี้ก็ตั้งอยู่ที่เมืองเสียมเรียบ หรือบางคนอาจจะเรียกว่า เสียมราฐ ก็ได้ค่ะ

ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวเสียมราฐ กัมพูชา

  • ไม่ต้องทำวีซ่า เพราะคนไทยสามารถเดินทางเข้ามาที่กัมพูชาได้ไม่เกิน 14 วัน เพื่อการท่องเที่ยว แต่ต้องมีพาสปอร์ตนะคะ และถ้าผู้ถือหนังสือเดินทางทูตหรือหนังสือเดินทางราชการไทยสามารถเดินทางเข้ามาที่กัมพูชาได้ไม่เกิน 30 วัน
  • ใช้เงินดอลลาร์, เงินเรียลกัมพูชา และเงินบาทไทยส่วนมากก็รับค่ะ แต่ขอบอกว่าจะเสียเปรียบมากเพราะเค้าจะให้เรตต่ำ และถ้าเอาเงินไทยมาแลกเงินเรียล ทางที่ดีถ้าใครแพลนจะเที่ยวที่นี่นะ แนะนำให้แลกเงินจากซุปเปอร์ริซที่เมืองไทยมาให้เลยค่ะ
  • รถที่กัมพูชาขับพวงมาลัยซ้ายคล้ายที่ยุโรป ใครอยากเช่ารถขับควรระวังเรื่องนี้ด้วยค่ะ
  • ไม่ต้องห่วงเรื่องภาษาที่เสียมราฐพูดอังกฤษได้ดีทีเดียวค่ะ
  • อาหารการกินคล้ายๆไทย อาหารและเครื่องดื่มไม่แพง โดยเฉพาะเบียร์ดราฟที่นี่คือถูกมากๆ
  • นั่งตุ๊กๆสะดวกมากๆ และไม่แพง

วันแรก

วันแรกเราสองคนเดินทางออกจากบ้านประมาณหกโมงกว่าๆนะคะ เพื่อที่จะมาให้ถึงที่ช่องจอมก่อน 8 โมงเช้านั่นเอง เพราะจากที่อ่านจากในอินเตอร์เน็ตมาจะมีรถจากช่องจอมไปเมืองเสียมเรียบในเวลา และ ในราคา 350 บาทนั่นเองค่ะ

เมื่อมาถึงที่ช่องจอมเรียบร้อยแล้ว พ่อแม่ก็พากันขอตัวกลับกันเลย ส่วนพวกเราก็เดินทางเข้าไปตรงที่ Immigration ฝั่งของไทยเลยค่ะ เพื่อปั๊มพาสปอร์ตออกนอกประเทศนั่นเอง พอเสร็จเรียบร้อยเราเดินไปที่ฝั่ง Immigration ของเขมรซึ่งต้องเดินไปอีก 5 นาที ตรงจุดๆนี้เราต้องปั๊มพาสปอร์ตเข้าประเทศกัมพูชานั่นเอง

การเดินทางเข้าท่องเที่ยวกัมพูชา

คนไทย

  • พาสปอร์ต
  • กรอกแบบฟอร์ม  Immigration card
  • อาจมีค่าใช้จ่าย ประมาณ 20-100 บาท (ไม่รู้ค่าอะไรนะ และไม่มีใบเสร็จ!!)

ต่างชาติ (ในกรณีนี้คือคนเยอรมัน)

  • พาสปอร์ต
  • กรอกแบบฟอร์ม  Immigration card
  • กรอมแบบฟอร์ม Visa on Arrival
  • รูป 1 ใบ
  • เงินค่าวีซ่า 35 USD

ในขณะที่ทำวีซ่าได้ยินเจ้าหน้าที่ถามสามีด้วยค่ะว่า จะเที่ยวกี่วัน และเค้าจะให้วีซ่าตามวันที่เราบอกเลยค่ะ หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็สามารถเดินทางเข้าท่องเที่ยวในกัมพูชาได้แล้วค่ะ

สำหรับคนไทยฟรีวีซ่า สำหรับเดินทางท่องเที่ยว 14 วันค่ะ สำหรับสามีดิฉันซึ่งเป็นคนเยอรมันต้องทำวีซ่า Visa on Arrival ก่อนค่ะ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายคือ 35 USD ถ้าไม่มีเงินดอลล่าร์ สามารถจ่ายเป็นเงินไทยได้คือ 1,900 บาทค่ะ

นั่งรถจากชายแดนช่องจอมไปเสียมเรียบ

สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นค่ะ เพราะหลังจากที่เรามองหารถอยู่นั้น ก็ไม่เห็นรถบัสที่เราเห็นในอินเตอร์เน็ตเลย พอถามคนแถวนั้นซึ่งเป็นคนกัมพูชา เค้าก็บอกไม่มีแล้ว มีแต่รถแบบ 6.00 น. (หกโมงเช้า) และมีอีกทีคือตอนเย็นเลย 19.00 น. (หนึ่งทุ่มตรง)พวกเราก็อ้าวววว…. ทำให้เราสองคนต้องเหมารถไปกันค่ะ หลังจากที่ตกลงกับหนุ่มกัมพูชาคนขับรถที่ยืนรอลูกค้าอยู่แถวนั้น ได้ราคาที่เป็นที่พอใจแล้ว พวกเราก็ได้ราคาเหมารถไปเสียมเรียบได้ในราคา 1,300 บาทค่ะ (ตอนแรกบอกราคา 1,800 บาทแนะ) แล้วเราก็ซิมอินเตอร์เน็ตตรงนั้นไว้ด้วย แบบ 5 GB ใช้ได้ 7 วันซึ่งคิดว่าน่าเพียงพอสำหรับทริปเราแน่นอนค่ะ

จากชายแดนช่องจอมถึงเมืองเสียมเรียบจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงค่ะ จากระยะเวลา กิโลเมตร น้องคนขับเป็นคนเขมรแท้ๆเลยค่ะ น้องพูดไทยไม่ได้ พูดอังกฤษไม่เป็นด้วย ระหว่างทางน้องก็เปิดเพลงเบาๆ ซึ่งเป็นเพลงเขมรนะตลอดทางเลย ฟังไม่ออก แต่ก็ฟังๆไปก็เพลินๆดีเหมือนกันนะ 🙂 แต่น้องขับรถดีอยู่ค่ะ เวลา 3 ชั่วโมงผ่านไปพวกเราก็เดินทางถึงโรงแรมค่ะ

โรงแรมที่เราพักชื่อว่า La Residence Blanc D’ Angkor

โรงแรมที่พักในทริปนี้ ชื่อว่า La Residence Blanc D’ Angkor จองกับ Agoda เป็นโรงแรมไม่ใหญ่มากนะคะ ราคาไม่ค่อยแพงด้วย เราจองมาในราคา 850 บาทค่ะ รวมอาหารเช้าด้วย สามารถอ่านรีวิวได้ที่นี่เลยค่ะ รีวิวโรงแรม La Residence Blanc D’ Angkor ที่เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

ระหว่างที่เช็คอินน้องพนักงานต้อนรับก็บอกว่า ถ้าสนใจจะไปเที่ยวนครวัด ที่โรงแรมมีแพ็คเกตตุ๊กๆทัวร์ในราคา 20 ดอลลาร์สหรัฐนะ เป็นทัวร์เล็กคือไป 3 ปราสาท สามารถเลือกได้ด้วยว่าจะไปแต่เช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หรือหรือช่วงบ่ายเพื่อจะดูพระอาทิตย์ตกดิน เราก็ถามว่าถ้าเราจะไปตามเวลาที่ต้องการละได้ไหม เพราะเราสองคนไม่อยากออกแต่เช้ามืด หรืออยู่จนพระอาทิตย์ตกดินนั่นเองค่ะ น้องพนักงานบอกแบบนั้นก็ได้เหมือนกัน พวกเราก็เลยตกลงค่ะ ที่จะนั่งตุ๊กทัวร์ในวันต่อไป ซึ่งพวกเรานัดไว้คือ 9 โมงเช้าค่ะ

หลังจากที่เช็คอินเสร็จ เอาของขึ้นห้องเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็หิวพอดี เพราะเที่ยงกว่าแล้ว เลยพากันลงไปทานอาหารในโรงแรมกันค่ะ ร้านอาหารที่นี่เป็นร้านเล็กๆ แต่อาหารก็อร่อยใช้ได้เลย ราคาก็ถือว่าไม่แพงด้วย พอทานอาหารเสร็จก็พากันมานั่งพักผ่อนและเล่นน้ำที่สระน้ำกันต่อ กะว่าจะรอเย็นๆก่อนแล้วจะเข้าไปเที่ยวในเมือง และแวะเที่ยว Pub Street ถนนคนเดินที่ดังของที่นี่กันด้วยนั่นเองค่ะ

เนื่องจากโรงแรมเราไม่ได้อยู่ในใจกลางเมืองเลย ตอนแรกอยากจะเดินเข้าเมืองกัน เพราะจะว่าไปก็ไม่ไกลเท่าไหร่คือประมาณ 1 กิโลเมตรกว่าๆเท่านั้นเอง แต่น้องพนักงานต้อนรับบอกว่าไม่แนะนำ ให้นั่งตุ๊กๆไปดีกว่าเพราะไม่แพงคือแค่ 2 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น และสะดวกกว่ามากๆ พวกเราก็เชื่อน้องนะ ราคาไม่แพงจริงๆ แล้วน้องไปเรียกตุ๊กๆให้พวกเราด้วยค่ะ น่ารักจัง เป็นวันแรกที่ประทับในการบริการของพนักงานโรงแรม La Residence Blanc D’ Angkor มากๆค่ะ

เวลา 17.00 น. พวกเราก็นั่งตุ๊กๆที่พนักงานต้อนรับเรียกให้พวกเราค่ะ ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงในตัวเมืองแล้ว ตอนที่จะจ่ายเงินค่าตุ๊กๆ น้องที่ขับตุ๊กถามว่า อยากให้มารับไหม เค้าจะได้ให้ Whatsapp ไว้ เราก็โอเค จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องไปเรียกตุ๊กๆคันอื่น

พวกเราเริ่มต้นเดินเที่ยวกันรอบๆตลาดเก่าของเมืองเสียมเรียบ จะเห็นสินค้าที่วางเรียงไว้ขายให้นักท่องเที่ยวมากมายหลายอย่าง แต่สินค้าส่วนมากก็คล้ายที่ไทย พวกเราเลยไม่ได้ซื้ออะไร หรือสนใจสนใจอะไรเป็นพิเศษค่ะ

Pub Street

Pub Street เป็นอะไรที่ประหลาดใจสำหรับเราสองคนมากค่ะ เพราะที่นี่ดูดีกว่าที่เราคิดไว้มาก มีร้านอาหารและเครื่องดื่มมากมาย ที่ดูดี และสะอาด เหมาะสำหรับนั่งดื่มนั่งชิวกับเพื่อนหรือกับแฟนก็ได้ แต่ควรที่จะมาประมาณเวลา 18.00-21.00 น. นะคะ หากว่าเรายังต้องการสนทนากับเพื่อนๆของเราอยู่ เพราะตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไปแล้ว ตามร้านต่างจะเริ่มเปิดเพลงเสียงดังแข่งกันแล้ว ทำให้ไม่สนุกแล้วค่ะ เพราะเสียงดังจนเกินไปนั่นเอง

เราสองคนนั่งทานอาหารที่ร้านกันค่ะ ซึ่งอยู่ด้านบน มองเห็นถนนจากมุมสูงนี้น่าสนใจมากๆค่ะ แถมถ่ายรูปมุมบนก็สวยด้วย พอ 21.00 น ก็พากันกลับ ช่วงที่พวกเรากลับ เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ ถนนนี้เริ่มเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศเลยค่ะ

วันที่สอง

หลังจากที่เราสองคนทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เวลา 09.30 น. ตุ๊กๆที่จะมารับพวกเราไปทัวร์ก็มารอรับอยู่แล้วค่ะ ก่อนออกเดินทางน้องที่ขับตุ๊กๆก็อธิบายให้เราฟังค่ะ ว่าจะไปตรงไหนก่อน ตรงไหนทีหลัง เพื่อความเข้าใจตรงกันค่ะ อ้อ ลืมบอกไป ก่อนที่จะไปเที่ยวปราสาทต่างๆควรแต่งตัวให้เรียบร้อยนะคะ คือไม่นุ่งสั้นและไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่ล่อแหลมหรือไม่สุภาพนะคะ รองเท้าควรเลือกใส่รองเท้าที่ใส่สบายๆ เพราะต้องเดินเยอะมาก เช่นรองเท้าผ้าใบเป็นต้น และหมวกกันแดดหรือร่มก็ได้ก็ควรมีค่ะ เพราะร้อนมากๆ

จากที่พักของเราไปนครวัดไม่ไกลเท่าไหร่ ประมาณ 5 กิโลเมตรเท่านั้นค่ะ แต่พวกเราจะแวะซื้อตั๋วเพื่อเข้านครวัดกันก่อนค่ะ ซึ่งจะอยู่นอกเขตของนครวัดนะคะ ราคาตั๋วจะตามจำนวนวันที่เราเข้าไปเที่ยวนั่นเอง ซึ่งมีขายแบบ 1 วัน 3 วันและ 7 วันค่ะ

ราคาตั๋วเข้านครวัด

ตั๋วเข้านครวัดราคา
1 วัน37 US$
3 วัน62 US$
7 วัน72 US$

ตั๋วพวกเราจ่ายด้วยเงินดอลล่าร์สหรัฐนะคะ เพราะเราแลกเตรียมมาจากกรุงเทพฯสำหรับทริปนี้แล้ว ถ้าใครไม่มีจะจ่ายด้วยเงินไทย หรือเงินเรียลกัมพูชาก็ได้เหมือนกันค่ะ นอกจากนั้นเค้าจะมีการถ่ายรูปเราเพื่อติดบัตรด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นบัตรนี้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนมือ หรือซื้อขายต่อได้ค่ะ

นครวัด (Angkor Wat)

นครวัด หรือ อังกอร์วัด (Angkor Wat) ปราสาทในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ และถือเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ตั้งอยู่ที่เมืองเสียมราฐ (เสียมเรียบ) ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (ค.ศ.1113 – 1150)

นครวัดได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่องค์การยูเนสโก ยกให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมภายใต้ชื่อ “เมืองพระนคร (อังกอร์)” ในปี พ.ศ. 2535  เป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ชาวต่างชาติได้มาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต 

ด้านหน้านครวัดจะมีคนที่จะถามว่าต้องการไกด์ไหมหลายคนเลยค่ะ ถ้าใครสนใจก็สามารถที่จะคุยตกลงเรื่องราคากันได้ แต่พวกเราไม่ได้สายประวัติศาสตร์ขนาดนั้น เลยปฏิเสธไปค่ะ

ปราสาทบายน ( Bayon)

ปราสาทบายน เป็นปราสาทหินของอาณาจักรเขมร อยู่ในบริเวณของใจกลางนครธม สร้างขึ้นราวปลายศตวรรษที่ 12 หรือต้นศตวรรษที่ 13 เป็นวัดประจำสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากที่พระองค์ทรงได้ชัยชนะจากการขับไล่กองทัพอาณาจักรจามปาออกจากอาณาจักรเขมรได้สำเร็จ

ปราสาทบายน เป็นปราสาทที่มีโครงสร้างซับซ้อนที่น่าอัศจรรย์มาก เป็นปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างด้วยการนำหินมาวางซ้อนกันโดยมีแต่ใบหน้าคนอยู่ทั่วไปหมด โดยยอดของปราสาททั้ง 54 ยอด แกะสลักเป็นพระพักตร์ของพระอวโลกิเตศวรหันหน้าออก 4 ทิศด้วยกัน รวมทั้งหมด 216 หน้า ด้วยสายตาที่ทอดลงมาพร้อมรอยยิ้มที่ชาวกัมพูชาให้คำจำกัดความว่าเป็น รอยยิ้มแบบบายน เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเมตตา และช่วยสอดส่องเหล่าพสกนิกรของพระองค์ให้มีความอยู่เย็นเป็นสุข ทำให้เหล่านักท่องเที่ยวไม่อาจละสายตาจากปราสาทแห่งนี้ได้เลย อีกทั้งยังต่างพากันนับจำนวนพระพักตร์ว่าครบ 216 หรือไม่

นอกจากนั้นรอบๆของปราสาทบายน ยังมีภาพแกะสลักที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีอายุกว่าพันปีเลยทีเดียว และตรงประตูด้านทิศใต้ของเมือง ก็ยังมีประติมากรรมลอยตัวของเทวดาและอสูรฉุดนาคเพื่อกวนเกษียรสมุทร ให้ได้ชื่นชมความสวยงามด้านสถาปัตยกรรมอีกด้วยค่ะ

ปราสาทตาพรหม (Ta Prohm)

ปราสาทตาพรหม เป็นปราสาทสุดท้ายที่เราจะแวะกัน แต่ก่อนจะเข้าชมปราสาท พวกเราแวะทานอาหารกันก่อนค่ะ เพราะเที่ยงกว่าแล้ว ซึ่งร้านที่เราแวะกันนั้นเป็นร้านที่อยู่ด้านหลังปราสาทตาพรหมนั่นเอง พอทานอาหารเสร็จพวกเราก็ชมปราสาททางด้านหลังเลยค่ะ ซึ่งก็เดินเข้าได้เหมือนกัน

ปราสาทตาพรหม ตั้งอยู่ห่างออกจากพระนครคูไปทางทิศตะวันออกประมาณ 1 กิโลเมตร สร้างขึ้นราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นปราสาทที่อยากให้ทุกคนได้แวะมากๆ เพราะเป็นปราสาทที่ซ่อนความอลังการอยู่ในป่าที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ครึ้มเต็มไปหมด และยังบ่งบอกถึงความเก่าแก่ของต้นไม้ ต้นไม้ก็สูงใหญ่เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากๆ อีกทั้งยังเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูดอาทิ Kingkong , Indiana Jones, Tomb Rider อีกด้วยค่ะ

คนที่พาเราขับรถตุ๊กๆเที่ยว เป็นคนสุภาพ พูดเพราะ ขับรถดีมากๆค่ะ

บ่ายสองพวกเราก็เดินทางกลับกันค่ะ ที่จริงเวลาทัวร์ของเรายังไม่หมดนะคะ แต่เป็นช่วงที่กำลังร้อนมากๆ เดินต่อกันไม่ไหวจริงๆ แค่นี้สำหรับเราก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไปและสิ่งที่เราได้เห็นเป็นอย่างมาก ที่นครวัดเป็นสถานที่ๆน่าทึ่งจริงๆ และนอกจากนั้นนครวัดก็ยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ด้วยค่ะ

ในตอนเย็นวันนั้นก็นั่งตุ๊กๆเพื่อดูรถเพื่อที่จะเดินทางกลับช่องกันในวันพรุ่งนี้ โชคดีที่ตกลงได้ราคาเท่ากับตอนที่เรามากันเลยค่ะ แล้วเค้าจะมารับเราที่โรงแรมเลยด้วย ในเวลา 09.00 น. สะดวกสำหรับเรามากๆ หลังจากติดต่อได้รถสำหรับเดินทางกลับพรุ่งนี้แล้ว พวกเราก็ไปเดินเที่ยวแถว Pub Street อีกครั้ง แต่ไม่ได้แวะทานข้างในนะคะ เรามามาลองเดินหาอาหารเย็นทานกันร้านอาหารที่อยู่นอกๆแถว Pub street กันเพราะราคาถูกว่าเยอะมากๆ เลยค่ะ

เดินทางกลับไทย

ทานอาหารเช้าที่โรงแรมก่อนกลับไทยกันค่ะ

ตอนเช้าตอนพวกเราก็ตื่นเช้า ทานอาหารอาหารที่โรงแรมเสร็จเรียบร้อย รถที่นัดไว้ก็มารับที่โรงแรมตามเวลาเลยค่ะ ตรงต่อเวลามากๆ เดินทาง ชั่วโมงก็มาถึงชายแดนช่องจอมพอดี คนกัมพูชาจะเรียกชายแดนตรงนี้ว่าโอสะเม็ดค่ะ

การเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา ก็มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติคือ ตรง Immigration ฝั่งกัมพูชา พวกเราก็เดินไปปั๊มพาสปอร์ตเพื่อออกนอกประเทศกันก่อน เสร็จแล้วก็เดินไปที่ตรง Immigration ฝั่งไทย เราคนไทยก็เดินไปเพื่อปั๊มพาสปอร์ตเข้าได้เลย แต่ต่างชาติต้องกรอกใบ ตม. ก่อนค่ะ ในใบตม สามีก็กรอกที่อยู่ของเราไป เพราะเค้าจะพักกับเราอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่โรงแรมใช่ไหมค่ะ ทางเจ้าหน้าที่ก็ขอเบอร์โทรศัพท์ของเราไว้ด้วย เพราะทางเจ้าหน้าบอกว่า อาจมีการสุ่มตรวจดูว่าสามีต่างชาติพักกับเราจริงๆหรือเปล่าค่ะ

สรุปก็ทริปที่ประทับใจมากค่ะ ค่าใช้จ่ายในทริปนี้ถือว่าไม่แพงเลย เราสองคนจ่ายไป 14,000 กว่าๆบาทค่ะ เท่ากับคนละประมาณ 7,000 บาทเท่านั้นเอง เราว่าคุ้มมากๆกับการมาเที่ยวครั้งนี้ การเดินทางมาที่นี่ก็ง่ายด้วยค่ะ